ข้อมูลการท่องเที่ยว และโปรแกรมท่องเที่ยว

อำเภอบ้านนาสาร

ภูเขาขรม เป็นภูเขาหินปูน กลางหมู่บ้านหนองปลิง มีขนาดความสูง 20 เมตร กว้าง 200 เมตร ยาว 400 เมตร อยู่ห่างจาก อ.บ้านนาสารไปทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นภูเขาที่ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากร และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ27 กันยายน 2479 โดยมีการพบพระพิมพ์โบราณ เป็นพระพิมพ์ดินดิบภายในบริเวณถ้ำซึ่งเป็นภูเขาหินปูน คาดว่าถูกสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-15 เป็นอิทธิพลแบบศิลปะศรีวิชัย ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร (จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ฯ แจ้งว่า อาคารที่เก็บวัตถุโบราณในยุคสมัยนั้น อยู่ระหว่างปิดซ่อมแซม จะเปิดให้เข้าชมอีกครั้งใน 2 ปีข้างหน้า) จากข้อมูลของเว็บไซต์กรมศิลปากรยังกล่าวว่า ได้พบกระดูกสัตว์โบราณและร่องรอยการขุดค้นบริเวณถ้ำบนภูเขาจำนวนมาก

ตำนานกล่าวว่า ภูเขาแห่งนี้แต่เดิม ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบจะได้ยินเสียงวงมโหรีแบบมโนราห์ดังขรมไปทั้งเขา จึงเป็นที่มาของชื่อเขาขรม โดยมีชาวบ้านบางคนบอกว่า จุดกำเนิดแห่งเสียงมโนราห์นั้น มาจากถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขาซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำมโนราห์ โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่า ภายในภูเขาแห่งนี้ มีโลกอีกมิติหนึ่งที่มี คนธรรพ์ หรือชาวสวรรค์อีกภพภูมิหนึ่งอาศัยอยู่ และเชื่อว่า เสียงมโนราห์ที่ได้ยิน เป็นการเล่นดนตรีของเหล่าคนธรรพ์เพื่อถวายพระพุทธเจ้าในวันพระ

วัดถ้ำขรมวนาราม

                เดิมเป็นสำนักสงฆ์ถ้ำขรม โดยเจ้าอาวาสยุคแรกจะมีกุฎิอยู่บนเขา และเจริญวิปัสสนาในถ้ำสูง มีหลวงพ่อทองพิมพ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พ่อท่านทองพิมพ์วาจาสิทธิ์ เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 2 และเป็นผู้นำรอยพระพุทธบาทโบราณมาประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ ซึ่งแต่เดิม ชาวบ้านเล่าว่า รอยพระพุทธบาทดังกล่าวถูกประดิษฐานไว้บนถ้ำ และต่อมา ชาวบ้านมีการสร้างลานฟังธรรมบริเวณเชิงเขา ก็มีการอัญเชิญรอยพระพุทธบาทดังกล่าวลงมาจากถ้ำ และในปัจจุบัน มีการสร้างศาลาและพระพุทธรูปองค์ใหญ่เอาไว้ใหม่บริเวณพื้นราบด้านล่าง จึงอัญเชิญรอยพระพุทธบาทดังกล่าวลงมาประดิษฐานไว้ที่ศาลากลางวัดในปัจจุบัน

พระพุทธชยันตี พระพุทธรูปประธานภายในศาลาวัด เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาและเงินบริจาคของชาวบ้านให้เป็นพระประธานที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านและผู้คนที่ผ่านมาเยี่ยมเยียน โดยคณะกรรมการวัดในขณะนั้นได้ปรึกษากับช่างผู้ปั้นซึ่งเป็นช่างท้องถิ่นว่า ต้องการให้พระประธานเป็นพระพุทธรูปในลักษณะที่แตกต่างจากศิลปะทั่วไป จึงมีลักษณะของการผสมผสานของศิลปะในหลายยุคเข้าด้วยกัน อาทิเช่น ชายจีวรสั้นแบบล้านนา พระเกตุมาลาไม่สูง พระรัศมีเป็นดอกบัวตูม ใบหน้าสี่เหลี่ยม ตาโปน ปากหนา จมูกโต พระวรกายใหญ่ตัน ลักษณะแบบคนใต้ ประทับขัดสมาธิเพชร เวลามองใกล้ๆ ดูเคร่งขรึม แต่เมื่อมองไกลๆ ดูเหมือนกำลังอมยิ้มน้อย เป็นศิลปะแบบที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้ในประเทศไทย

วัดแห่งนี้ในอดีตเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านหนองปลิง โดยเฉพาะในวัดเข้าพรรษาหรือเทศกาลทำบุญเดือนสิบ จะมีประเพณีแห่งกองยาวและนำพุ่มกระถิน หรือ แห่เปรต เข้าวัด โดยลูกหลานที่ออกไปทำงาน หรืออยู่ต่างถิ่นนิยมกลับมาทำบุญให้กับบรรพบุรุษของตนอย่างพร้อมเพรียง

                ข้างศาลาวัดที่ประดิษฐานพระพุทธชยันตีและพระพุทธบาทจำลอง มีถนนเดินขึ้นไปยังลานฟังธรรมบนเชิงเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมสมัยปู่ย่าตายาย และมีบันไดปูนขึ้นไปยังปากทางเข้าถ้ำขรมได้ .. ทั้งนี้ไม่ควรขึ้นไปเที่ยวถ้ำโดยลำพัง เนื่องจากบันไดไม้ที่ใช้ปีนขึ้นไปบนถ้ำมีความเก่าแก่และผุผัง อยู่ระหว่างรอการบูรณะก่อนจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในลำดับต่อไปในอนาคต

ลานนาก

                เป็นลานดินขนาดไม่กว้างมากบริเวณเขาขรมด้านข้าง อากาศเย็นตลอดทั้งปี บริเวณนี้แต่เดิมเป็นจุดที่ตัวนาก ซึ่งเป็นสัตว์กินปลาน้ำจืด มักจะขึ้นมานอนผึ่งตัว โดยมีแหล่งอาหารเป็นแหล่งน้ำภายในภูเขาและเชื่อมต่อออกมาโดยรอบเขา ตรงกับที่ชาวบ้านรุ่นคุณปู่คุณย่าเล่าว่าหนองน้ำบริเวณรอบเขาขรมมีปลาหลากชนิดและมีความอุดมสมบูรณ์มาก อย่างไรก็ดี จากความเจริญและการเกษตรทำให้ในปัจจุบันไม่มีตัวนากอาศัย หรือขึ้นมาผึ่งตัวบริเวณนี้แล้ว

                แต่ในบริเวณนี้สามารถชมทัศนียภาพของหินงอกและหินย้อยที่ยังไม่ตาย มีการงอกเพิ่มจนเกือบจะบรรจบกันเป็นเสาหิน และบางส่วนก็เป็นหินย้อยลักษณะคล้ายเปลือกหอยมือเสือที่ยื่นลงมาจากเพดาน เป็นจุดถ่ายภาพและเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถสังเกตเห็นกระดูกสัตว์ที่ถูกทับถมจนกลายเป็นหิน หรือ ฟอสซิล และกลมกลืนกับภูเขาได้โดยไม่ต้องบุกป่าผ่าดง หรือเข้าไปในถ้ำเพื่อดูความมหัศจรรย์ของธรรมชาติได้อย่างง่ายดายกว่าที่อื่นๆ

ถ้ำโอสถ หรือ ถ้ำอุโบสถ

                เป็นถ้ำน้ำลอดขนาดไม่ใหญ่ ภายในถ้ำมีลักษณะคล้ายท้องปลาวาฬ สามารถเดินเข้าได้โดยมีทางเดินเข้าเป็นทางดินด้านข้างระยะทางไม่กี่สิบเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับบรรยากาศแบบถ้ำแบบที่ไม่ต้องห่วงว่าจะมีอันตราย เนื่องจากเป็นถ้ำตื้น แต่สามารถชื่นชมความสวยงามจากแสงที่สะท้อนผ่านปากถ้ำมายังผืนน้ำภายในถ้ำได้ด้วย

                ที่ถ้ำแห่งนี้มีเรื่องเล่า 2 เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน คือ เดิมถ้ำแห่งนี้เคยมีศาลากลางน้ำ เป็นศาลาที่พระสงฆ์ซึ่งพักอาศัยและเจริญวิปัสสนาตามถ้ำต่างๆ จะมาลงอุโบสถ หรือสวดมนต์ใหญ่พร้อมกันในวัดพระที่นี่ คนโบราณจึงเรียกถ้ำแห่งนี้ว่า ถ้ำอุโบสถ เพราะใช้แทนอุโบสถนั่นเอง

และในขณะเดียวกัน ก็มีอีกตำนานที่ว่า ในสมัยก่อนจะพบลูกหินกลมเกลี้ยงคล้ายลูกปืน โดยชาวบ้านที่พบตั้งจิตอธิษฐานว่า หากเป็นลูกยา (เม็ดยา) ของคนธรรพ์ ขอให้ช่วยรักษาอาการป่วยของตนเองให้หายสนิท จากนั้นชาวบ้านก็นำลูกหินนั้นไปฝนทานกับน้ำ (บ้างว่าฝนมาทาผิว) ปรากฎว่าอาการป่วยนั้นหายไปจริงๆ จึงเชื่อว่าเป็นยาที่คนธรรพ์ซึ่งเป็นชาวสวรรค์ที่อาศัยอยู่ในถ้ำประทานมาให้ โดยหากมองในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว ภูเขาขรมแห่งนี้เป็นภูเขาหินปูน เป็นการสะสมของแร่ธาตุมานับล้านปี เป็นไปได้ว่า ชาวบ้านคนดังกล่าวอาจจะเป็นโรคที่ขาดแร่ธาตุบางอย่าง ด้วยการแพทย์ในสมัยโบราณยังเข้าไม่ถึงชาวบ้านทั่วไป เมื่อรับประทานแร่ธาตุที่ตรงกับความต้องการของร่างกาย จึงทำให้อาการป่วยที่เป็นมาช้านานหายไปได้เช่นกัน ทั้งนี้ในปัจจุบันไม่พบลูกหินกลมเกลี้ยงตามลักษณะที่ถูกเล่าถึงในตำนานแล้วเช่นกัน

ลานผาผึ้ง

                เป็นจุดที่น่าอัศจรรย์ใจและไม่มีพื้นที่ไหนเคยเจอ นั่นคือ การที่ผึ้งจำนวนมากมาทำรังบริเวณหน้าผาด้านหนึ่งของภูเขาขรม โดยเป็นลักษณะทางธรรมชาติที่มีผึ้งป่ามาทำรังจำนวนนับร้อยรังต่อไป ด้วยเหตุว่า บริเวณ อ.บ้านาสาร เป็นแห่งเพาะปลูกผลไม้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด และลองกอง โดยผลไม้เหล่านี้มีฤดูกาลติดดอก และออกผลในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จึงทำให้ผึ้งที่มาทำรังบริเวณหน้าผาแห่งนี้นิยมมาสร้างรังจากการดูดน้ำหวานจากดอกไม้ตามสวนต่างๆ และย้ายรังเมื่อใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยว น้ำผึ้งที่ได้จากผาผึ้งแห่งนี้จึงเป็นน้ำผึ้งที่มีรสชาติอร่อยผิดแผกกว่าที่อื่น ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นน้ำผึ้งหายาก เพราะการเก็บน้ำผึ้งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการปีนหน้าผาขึ้นไปเก็บอีกด้วย

ถ้ำพระ

                ถ้ำพระ เป็นถ้ำหนึ่งในบริเวณภูเขาขรม โดยปัจจุบันเป็นสำนักสงฆ์ถ้ำพระ มีพระภิกษุและแม่ชีจำพรรษาอยู่ โดยบริเวณสำนักสงฆ์ดังกล่าว มีถ้ำขนาดกลาง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณซึ่งถูกสร้างโดยช่างท้องถิ่น 2 องค์ สร้างจากศิลาแลง ทาสีทองทั้งองค์ ลักษณะโดยคาดว่าอายุมากกว่าพันปี ชาวบ้านเรียกชื่อว่า หลวงพ่อภัทรและหลวงพ่อเพชร ทางเข้าถ้ำมีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ที่ถูกสร้างในปี 2505 จำนวนมาก โดยคาดว่าอาจจะเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับจากเหตุการณ์มหาวาตภัยที่เกิดขึ้นในปีนั้น

สวนสละอาทิตย์

สวนสละอาทิตย์ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งใน อ.บ้านนาสาร เป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับหน่วยงานราชการและสถานศึกษาตลอดทั้งปี โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมสวนสละที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้แห่งนี้ เดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 คน และยังเป็นบ้านของปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน ประจำปี 2562 มีรางวัลทั้งจากกรมการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันในการเป็นศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้ด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน

สวนผลไม้

                พื้นที่บริเวณหมู่บ้านหนองปลิง และ ต.คลองปราบ อ.บ้านนาสาร เป็นแหล่งเพาะปลูกผลไม้ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคใต้ ทางชุมชนจึงมีการจัดสวนของชาวบ้านให้เข้าร่วมโครงการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้แวะทานผลไม้สดจากสวน อีกทั้งยังได้ทดลองเก็บผลไม้ทานเองภายในสวนอีกด้วย ทั้งนี้ในส่วนของการเที่ยวชม และรับประทานผลไม้สดจากสวนจะถูกจำกัดเฉพาะฤดูผลไม้ออกผลเท่านั้น โดยทางชุมชนมีการออกแบบแพคเกจทัวร์เพื่อกระจายรายได้ให้กับเกษตรกรภายในพื้นที่และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวให้ได้รับความพึงพอใจสูงสุด

สวนเงาะ ของชาวบ้าน

เงาะโรงเรียน ขึ้นชื่อในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเป็นเงาะพันธุ์โรงเรียนที่ดีที่สุดในโลก มีต้นกำเนิดของเงาะสายพันธุ์นี้อยู่ที่โรงเรียนนาสาร อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งได้มีการนำเมล็ดจากต้นแม่พันธุ์ที่มีเพียงต้นเดียวมาปลูกนั่นเอง โดยเงาะได้ถูกจัดเป็นผลไม้เมืองร้อนชนิดหนึ่งที่มีอายุมานานหลายปี และสามารถเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ออกดอกจนกระทั่งผลแก่ นอกจากนี้ก็ยังมีประโยชน์อีกมากมาย ทั้งการนำมาทานสดๆ นำมาทำเงาะแช่อิ่มเชื่อม ทำแยมหรือใช้ไขของเงาะในการทำสบู่ เป็นต้น แถมรากและเปลือกของเงาะก็สามารถนำมาทำเป็นยาสมุนไพรได้ด้วย

ที่มาของเงาะโรงเรียน

เงาะถือเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของบ้านนาสาร และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยความเป็นมาของเงาะโรงเรียน มีเรื่องเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ.2468 ได้มีชาวมาเล เชื้อสายจีนชื่อว่านายเค วอง เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อที่จะทำเหมืองแร่ดีบุกที่ตำบลนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี และได้นำเมล็ดเงาะมาปลูกไว้ใกล้กับที่พักของตน เพื่อเก็บกินในระหว่างที่ทำเหมืองอยู่ในประเทศไทย โดยจากต้นเงาะที่ปลูกขึ้นมา พบว่ามีต้นเงาะต้นหนึ่งที่มีลักษณะต่างไปจากเงาะต้นอื่นๆ คือมีเนื้อกรอบ หวาน เปลือกบางและมีรูปร่างค่อนข้างกลม ทั้งยังมีกลิ่นหอมน่าทาน ต่อมาจึงได้มีการรู้จักและปลูกกันอย่างแพร่หลาย

ประวัติความเป็นมา

จากที่มาของเงาะโรงเรียน เริ่มจากนายเค วอง ได้เข้ามาทำกิจการเหมืองแร่ดีบุกที่นาสาร และได้ทำการปลูกเงาะขึ้นใกล้กับบริเวณที่พักซึ่งอยู่ริมทางรถไฟ ซึ่งเริ่มแรกนั้นนายเค วอง เพียงแค่นำเงาะพื้นเมืองของปีนังมานั่งรับประทานตามปกติ จากนั้นก็ทิ้งเมล็ดลงบนพื้นดิน และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินบริเวณดังกล่าว จึงทำให้เมล็ดที่ถูกทิ้งงอกขึ้นมาเป็นต้นเงาะประมาณ 3 ต้น หลังจากนั้นเมื่อนายเค วอง ได้เลิกกิจการเหมืองแร่แล้ว ก็ได้ทำการขายที่ดินพร้อมกับบ้านพักให้กับทางราชการของไทย และต่อมาก็ได้มีการทำเป็นโรงเรียนขึ้นมา โดยชื่อว่าโรงเรียนนาสาร ซึ่งระหว่างนั้นต้นเงาะก็ได้เจริญเติบโตใหญ่ขึ้นและออกดอกออกผลและมีต้นหนึ่งที่แปลกไปจากต้นอื่นๆ คือมีผลค่อนข้างกลม เนื้อกรอบ หวานอร่อย จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ในเวลาต่อมาชาวนาสารก็ได้นำเมล็ดพันธุ์ของต้นเงาะดังกล่าวไปปลูกขยายพันธุ์กันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่รู้จักกันทั่วในปัจจุบัน และเนื่องจากเงาะสายพันธุ์นี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ในโรงเรียนนาสาร จึงได้มีการใช้ชื่อว่า “เงาะโรงเรียน” ต่อมาในปี พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้เสด็จไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยนายชัช อุตตมางกูร ก็ได้ทูลเกล้าถวายผลเงาะโรงเรียนและขอพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะใหม่ ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงได้มีพระราชดำรัสว่า ชื่อเงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว เงาะสายพันธุ์นี้จึงมีชื่อว่าเงาะโรงเรียนอย่างเป็นทางการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และยังมีการจัดงานวันเงาะโรงเรียนขึ้นในทุกปี เพื่อแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอีกด้วย

One Day Trip

เฉพาะช่วงเดือน ก.ค. - ส.ค. 2562

โปรแกรมเชี่ยวหลาน-นาสาร

10.30 น.  - ถึงท่าเรือพร้อมทั้งออกเดินทางไปแวะ

             - ชมวิวบนเขื่อนรัชประภา ถ่ายรูปเป็นทีระลึก

             - แวะ​จุดชมวิวสันเขื่อน​ ถ่ายภาพวิวมุมสูง​อีก​สัญลักษณ์ที่​สำคัญ

​               ของการได้มาเยือน​เขื่อนรัชประภา​                   

             -​ เคารพสักการะพระพุทธสิริสัตตราช(หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์)​                    

             -​ เคารพสักการะพระอนุสาวรีย์​พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์​เจ้าวิภาวดี​รังสิต​

               พระผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวบ้านในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี​                      

             - ​แวะ​ถ่ายรูป​สะพานแขวนโบราณและจุดชมวิว​ภูเขารูปหัวใจ​ ​ณ.วัดเทพพิทักษ์​

               และเดินทางไปยัง สวนสละอาทิตย์ อ.บ้านนาสาร

12.00 น.  - แวะทานเที่ยงที่ อ.บ้านนาสาร (ลูกค้าจ่ายเอง)

13.00 น.  - เยี่ยมชมสวนสละอาทิตย์ ศูนย์ต้นแบบการเรียนรู้ทางการเกษตรและ

               การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ดูวิถีชีวิตและการจัดการสวนสละที่ใหญ่ที่สุด

               ในภาคใต้ของปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน

               คุณ อาทิตย์ มติธรรม ช้อปปิ้งของฝาก สั่งให้จัดส่งได้ถึงบ้าน

               เที่ยวรอบเขาขรมด้วยรถซาเล้ง ตื่นเต้นไปกับการนั่งรถซาเล้งโต้ลม

               ลัดเลาะเที่ยวชมและไหว้พระศักดิ์สิทธิ์รอบเขาขรม สักการะพระพุทธชยันตี

               และรอยพระพุทธบาทโบราณ ที่วัดถ้ำขรม ,

               ชมฟอสซิลและเสาหินปูนขนาดใหญ่

               ที่ลานนาก , ตื่นตากับหน้าผาที่มีผึ้งทำรังนับร้อยรวง

                เป็นผึ้งธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร

16.00 น.   - ซื้อของฝากและของที่ระลึก

17.00 น.   - ส่งลูกค้าสนามบินสุราษฎร์ธานีเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

 

~เสร็จสิ้นโปรแกรม~

หมายเหตุ   *ราคานี้รวม คนขับ,ไกด์,น้ำมัน,ประกันอุบัติเหตุ, ค่าเยี่ยมชมสวน คนละ 100 บาท ,ค่ารถท้องถิ่นคนละ 50 บาท

***ราคานี้ยังไม่รวมค่าอาหารชุมชน ท่านละ 100 บาท

*** ราคาในโปรแกรมนี้ไม่รวมค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
*** บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมและเวลาโดยคำนึงถึงความเหมาะสม ความปลอดภัยและผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ ***
ข้อแนะนำ   :   ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

รางวัลมัคคุเทศก์มาตราฐาน 2009

    รางวัลบริษัททัวร์มาตราฐาน2016

CONTACT

  • Facebook - White Circle

 089 132 0007 / 086 316 1705 

email : tonraktours@hotmail.com

www.facebook.com/PanvareeResort

LineID : @panvareeresort

 

PANVAREE

The Greenery

  © 2023 by Tonraktour& TheGreenery Panvaree Resort. Proudly created